วันอาทิตย์ที่ 16 กันยายน พ.ศ. 2561

การจัดการเรียนรู้โดยการใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้(Inquiry Method)

ความเป็นมา
            ปรัชญาวิทยาศาสตร์ดั้งเดิม ความรู้วิทยาศาสตร์ หมายถึง ความจริงหรือข้อเท็จจริงที่มีอยู่หรือเป็นอยู่ ซึ่งได้จากการตรวจสอบ การค้นคว้าทดลองอย่างเป็นระบบ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ แต่ปรัชญาวิทยาศาสตร์แนวใหม่ ความรู้วิทยาศาสตร์ เป็นความรู้ที่เกิดจากการสรรสร้างของแต่ละบุคคล ซึ่งมีอิทธิพลมาจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม และสิ่งแวดล้อมหรือบริบทของสังคมของแต่ละคน
             ทฤษฎีการสร้างเสริมความรู้ (Constructivism) เชื่อว่านักเรียนทุกคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับบางสิ่งบางอย่างมาแล้วไม่มากก็น้อย ก่อนที่ครูจะจัดการเรียนการสอนให้เน้นว่าการเรียนรู้เกิดขึ้นด้วยตัวของผู้เรียนรู้เอง และการเรียนรู้เรื่องใหม่จะมีพื้นฐานมาจากความรู้เดิม ดังนั้น ประสบการณ์เดิมของนักเรียนจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้เป็นอย่างยิ่ง กระบวนการเรียนรู้ (Process of Leaning) ที่แท้จริงของนักเรียนไม่ได้เกิดจากการบอกเล่าของครู หรือนักเรียนเพียงแต่จดจำแนวคิดต่าง ๆ ที่มีผู้บอกให้เท่านั้น แต่การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามทฤษฎี Constructivism เป็นกระบวนการที่นักเรียนจะต้องสืบค้นเสาะหา สำรวจตรวจสอบ และค้นคว้าด้วยวิธีการต่างๆ จนทำให้นักเรียนเกิดความเข้าใจและเกิดการรับรู้ความรู้นั้นอย่างมีความหมาย จึงจะสามารถเป็นองค์ความรู้ของนักเรียนเอง และเก็บเป็นข้อมูลไว้ในสมองได้อย่างยาวนาน สามารถนำมาใช้ได้เมื่อมีสถานการณ์ใด ๆ มาเผชิญหน้า ดังนั้นการที่นักเรียนจะสร้างองค์ความรู้ได้ ต้องผ่านกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Process)

แนวคิดของเพียเจต์ (Piaget) เกี่ยวกับพัฒนาการทางสติปัญญาและความคิด 
         คือ การที่คนเรามีปะทะสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่แรกเกิด และการปะทะสัมพันธ์อย่างต่อเนื่องระหว่างบุคคลกับสิ่งแวดล้อมนี้มีผลทำให้ระดับสติปัญญาและความคิด มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลากระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางสติปัญญาและความคิดมี 2 กระบวนการ คือ การปรับตัว (Adaptation) และการจัดระบบโครงสร้าง (Organization) การปรับตัวเป็นกระบวนการที่บุคคลหาหนทางที่จะปรับสภาพความไม่สมดุลทางความคิดให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัว และเมื่อบุคคลมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว โครงสร้างทางสมองจะถูกจัดระบบให้มีความเหมาะสมกับสภาพแวดล้อม มีรูปแบบของความคิดเกิดขึ้น กระบวนการปรับตัวประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ 2 ประการคือ
  1) กระบวนการดูดซึม (Assimilation) หมายถึง กระบวนการที่อินทรีย์ซึมซาบประสบการณ์ใหม่เข้าสู่ประสบการณ์เดิมที่เหมือนหรือคล้ายคลึงกัน แล้วสมองก็รวบรวมปรับเหตุการณ์ใหม่ให้เข้ากับโครงสร้างของความคิดอันเกิดจากการเรียนรู้ที่มีอยู่เดิม
   2)  กระบวนการปรับขยายโครงสร้าง (Accomodation) เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องมาจากกระบวนการดูดซึม คือ ภายหลังจากที่ซึมซาบของเหตุการณ์ใหม่เข้ามา และปรับเข้าสู่โครงสร้างเดิมแล้วถ้าปรากฏว่าประสบการณ์ใหม่ที่ได้รับการซึมซาบเข้ามาให้เข้ากับประสบการณ์เดิมได้ สมองก็จะสร้างโครงสร้างใหม่ขึ้นมาเพื่อปรับให้เข้ากับประสบการณ์ใหม่นั้น

 ความหมายและแนวคิดเกี่ยวกับการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Method)
             การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้มีผู้ให้ความหมายและแนวคิดหลากหลาย ดังนี้
              อนันต์  จันทร์กวี (2523) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักคิดด้วยตนเอง รู้จักค้นคว้าหาเหตุผล และสามารถแก้ปัญหาได้ โดยการนำเอาวิธีการต่างๆ ของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ไปใช้ นอกจากนี้ยังเป็นการเรียนเพื่อพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้วย
            สุวัฒน์  นิยมค้า (2531) กล่าวว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนเป็นผู้ค้นคว้า หรือสืบเสาะหาความรู้เกี่ยวกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่นักเรียนยังไม่เคยมีความรู้ในสิ่งนั้นมาก่อน โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ
                    ดวงเดือน  เทศวานิช (2535) กล่าวว่า การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นรูปแบบการสอนที่เน้นทักษะการคิดอย่างมีระบบ โดยคำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหตุและผล ซึ่งต้องมีหลักฐานสนับสนุน วิธีนี้เป็นวิธีที่นักเรียนพิจารณาเหตุผล สามารถใช้คำถามที่ถูกต้องและคล่องแคล่วสามารถสร้างและทดสอบสมมติฐานด้วยการทดลอง และตีความจากการทดลองด้วยตนเอง โดยไม่ขึ้นอยู่กับคำอธิบายของครู เป็นวิธีการที่ช่วยให้นักเรียนมีระบบวิธีการแก้ปัญหาในทางวิทยาศาสตร์ด้วยตนเอง
                   สมจิต  สวธนไพบูลย์ (2541) กล่าวว่า หลักการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ผู้เรียนจะต้องเป็นผู้ค้นคว้าหาความรู้ จะโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ส่วนครูจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกแนะนำและให้ความช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น ประกอบด้วยกระบวนการที่สำคัญ ได้แก่ การสำรวจ และการสร้างองค์ความรู้
               มนมนัส  สุดสิ้น (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการหนึ่งที่มุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ คิดและแก้ปัญหาได้ด้วยตนเองอย่างมีระบบของการคิด ใช้กระบวนการของการค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งประกอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ ครูมีหน้าที่จัดบรรยากาศ การสอนให้เอื้อต่อการเรียนรู้ คิดแก้ปัญหาโดยใช้การทดลอง และอภิปรายซักถามเป็นกิจกรรมหลักในการสอน
                ชลสีต์  จันทาสี (2543) สรุปความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ไว้ว่าการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้เป็นวิธีการที่มุ่งส่งเสริมให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง โดยใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ ซึ่งครูมีหน้าที่เพียงเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือ จัดเตรียมสภาพการณ์และกิจกรรมให้เอื้อต่อกระบวนการที่ฝึกให้คิดหาเหตุผล สืบเสาะหาความรู้ รวมทั้งการแก้ปัญหาให้ได้โดยใช้คำถามและสื่อการเรียนการสอนต่าง ๆ เช่น ของจริง สถานการณ์ ให้นักเรียนลงมือปฏิบัติการสำรวจ ค้นหาด้วยตนเอง บรรยากาศการเรียนการสอนให้นักเรียนมีอิสระในการซักถาม การอภิปรายและมีแรงเสริม อาจกล่าวได้ว่าเป็นการสอนให้นักเรียนคิดเป็น ทำเป็น และแก้ปัญหาได้นั่นเอง
                  กู๊ด (Good. 1973) ได้ให้ความหมายของการสอนแบบการสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นเทคนิคหรือกลวิธีอย่างหนึ่งในการจัดให้เกิดการเรียนรู้เนื้อหาบางอย่างของวิชาวิทยาศาสตร์ โดยกระตุ้นให้นักเรียนมีความอยากรู้อยากเห็น เสาะแสวงหาความรู้โดยการถามคำถาม และพยายามค้นหาคำตอบให้พบด้วยตนเอง นอกจากนี้ยังให้ความหมายของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นวิธีการเรียนโดยการแก้ปัญหาจากกิจกรรมที่จัดขึ้น และใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการทำกิจกรรม ซึ่งปรากฏการณ์ใหม่ ๆ ที่นักเรียนเผชิญแต่ละครั้ง จะเป็นตัวกระตุ้นการคิดกับการสังเกตกับสิ่งที่สรุปพาดพิงอย่างชัดเจน ประดิษฐ์ คิดค้น ตีความหมายภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมที่สุด การใช้วิธีการอย่างชาญฉลาดสามารถทดสอบได้ และสรุปอย่างมีเหตุผล
                      ซันด์และโทรวบริดจ์ (Sun and Trowbridge. 1973) สรุปลักษณะของการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ว่า เป็นการสอนที่ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างมโนทัศน์ด้วยตนเอง และเป็นการพัฒนาความสามารถด้านต่างๆ ของนักเรียน เช่น ความสามารถทางวิธีการ ทักษะทางสังคม ความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องให้อิสระและให้ผู้เรียนมีโอกาสคิด และเป็นการเรียนที่เน้นการทดลอง เพื่อให้ผู้เรียน ค้นพบด้วยตนเอง และการเรียนแบบสืบเสาะหาความรู้จะกำหนดเวลาสำหรับการเรียนรู้
                     ซานดรา เค เอเบล (Sandra K. Abell. 2002) ได้กล่าวถึงความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ตามที่ NSES และ AAAS นิยามไว้ ดังนี้
                        NSES (National Science Education Standards) ได้ให้ความหมายของการสืบเสาะหาความรู้ว่าเป็นกิจกรรมที่หลากหลายเกี่ยวกับการสังเกต การถามคำถาม การสำรวจตรวจสอบจากเอกสารและแหล่งความรู้อื่น ๆ การวางแผนการสำรวจตรวจสอบ การทดสอบตรวจสอบหลักฐานเพื่อเป็นการยืนยันความรู้ที่ได้ค้นพบมาแล้ว การใช้เครื่องมือในการรวบรวม การวิเคราะห์ และการแปลความหมายข้อมูล การนำเสนอผลงาน การอธิบายและการคาดคะเน และการอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับผลงานที่ได้
                                 AAAS (American Association for the Advancement of Science) ได้ให้ความหมายการสืบเสาะหาความรู้ว่า เริ่มต้นด้วยคำถามเกี่ยวกับธรรมชาติพร้อมทั้งกระตุ้นนักเรียนให้ตื่นเต้นสงสัยใคร่รู้ให้นักเรียนตั้งใจรวบรวมข้อมูลและหลักฐาน ครูเตรียมข้อมูลเอกสารความรู้ต่างๆ ที่มีคนศึกษาค้นคว้ามาแล้ว เพื่อให้นักเรียนเชื่อมโยงกับความรู้ใหม่ หรือเพื่อให้มองเห็นภาพได้ชัดเจนลึกซึ้งขึ้นให้นักเรียนอธิบายให้ชัดเจน ไม่เน้นความจำเกี่ยวกับศัพท์ทางวิชาการ และใช้กระบวนการกลุ่ม

          ดังนั้นกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry process) เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผ่านกระบวนการคิดและปฏิบัติ และใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือ
  ระดับของการสืบเสาะหาความรู้ (Level of inquiry) แบ่งเป็น 4 ระดับ คือ
      1) การสืบเสาะหาความรู้แบบยืนยัน (Confirmed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ผู้เรียนเป็นผู้ตรวจสอบความรู้หรือแนวคิด เพื่อยืนยันความรู้หรือแนวคิดที่ถูกค้นพบมาแล้ว โดยครูเป็นผู้กำหนดปัญหาและคำตอบ หรือองค์ความรู้ที่คาดหวังให้ผู้เรียนค้นพบ และให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่กำหนดในหนังสือหรือใบงาน หรือตามที่ครูบรรยายบอกกล่าว
          2) การสืบเสาะหาความรู้แบบนำทาง (Directed Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้กำหนดปัญหา และสาธิตหรืออธิบายการสำรวจตรวจสอบ แล้วให้ผู้เรียนปฏิบัติการสำรวจตรวจสอบตามวิธีการที่กำหนด
      3) การสืบเสาะหาความรู้แบบชี้แนะแนวทาง (Guided Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยผู้เรียนเป็นผู้กำหนดปัญหา และครูเป็นผู้ชี้แนะแนวทางการสำรวจตรวจสอบ รวมทั้งให้คำปรึกษาหรือแนะนำให้ผู้เรียนปฏิบัติการสำรวจตรวจสอบ
       4) การสืบเสาะหาความรู้แบบเปิด (Open Inquiry) เป็นการสืบเสาะหาความรู้ที่ให้ผู้เรียนค้นพบองค์ความรู้ใหม่ด้วยตนเอง โดยให้ผู้เรียนมีอิสระในการคิด เป็นผู้กำหนดปัญหา ออกแบบ และปฏิบัติการสำรวจตรวจสอบด้วยตนเอง

   จิตวิทยาที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์
                   1) การเรียนรู้วิทยาศาสตร์นั้นผู้เรียนจะเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้นต่อเมื่อผู้เรียนได้เกี่ยวข้องโดยตรงกับการค้นหาความรู้นั้น ๆ มากกว่าการบอกให้ผู้เรียนรู้
               2)  การเรียนรู้จะเกิดได้ดีที่สุด เมื่อสถานการณ์แวดล้อมในการเรียนรู้นั้นยั่วยุให้ผู้เรียนอยากเรียน ไม่ใช่บีบบังคับผู้เรียน และครูต้องจัดกิจกรรมที่จะนำไปสู่ความสำเร็จในการค้นคว้าทดลอง
                    3)  วิธีการนำเสนอของครู จะต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนรู้จักคิด มีความคิดสร้างสรรค์ ให้โอกาสผู้เรียนได้ใช้ความคิดของตนเองมากที่สุด
                        ทั้งนี้กิจกรรมที่จะให้ผู้เรียนทำการสำรวจตรวจสอบจะต้องเชื่อมโยงกับความรู้เดิม และผู้เรียนมีความรู้และทักษะเพียงพอที่จะแสวงหาความรู้ใหม่ โดยกิจกรรมที่จัดควรเป็นกิจกรรมนำไปสู่การสำรวจตรวจสอบ หรือแสวงหาความรู้ใหม่

    รูปแบบการสอนแบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ (Inquiry Cycle)
            นักการศึกษาจากกลุ่ม BSCS (Biological Science Curriculum Society) ได้เสนอกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ เพื่อให้ผู้เรียนสร้างองค์ความรู้ใหม่ โดยเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้เข้ากับประสบการณ์หรือความรู้เดิม เป็นความรู้หรือแนวคิดของผู้เรียนเอง เรียกรูปแบบการสอนนี้ว่า Inquiry cycle หรือ 5Es  มีขั้นตอนดังนี้ (BSCS. 1997)
                        1)  การสร้างความสนใจ (Engage) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนแรกของกระบวนการเรียนรู้ที่จะนำเข้าสู่บทเรียน จุดประสงค์ที่สำคัญของขั้นตอนนี้ คือ ทำให้ผู้เรียนสนใจ ใคร่รู้ในกิจกรรมที่จะนำเข้าสู่บทเรียน ควรจะเชื่อมโยงประสบการณ์การเรียนรู้เดิมกับปัจจุบัน และควรเป็นกิจกรรมที่คาดว่ากำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งทำให้ผู้เรียนสนใจจดจ่อที่จะศึกษาความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะ และเริ่มคิดเชื่อมโยงความคิดรวบยอด กระบวนการ หรือทักษะกับประสบการณ์เดิม
                       2) การสำรวจและค้นหา (Explore) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ทำให้ผู้เรียนมีประสบการณ์ร่วมกันในการสร้างและพัฒนาความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะ โดยการให้เวลาและโอกาสแก่ผู้เรียนในการทำกิจกรรมการสำรวจและค้นหาสิ่งที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้ตามความคิดเห็นผู้เรียนแต่ละคน หลังจากนั้นผู้เรียนแต่ละคนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะในระหว่างที่ผู้เรียนทำกิจกรรมสำรวจและค้นหา เป็นโอกาสที่ผู้เรียนจะได้ตรวจสอบหรือเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความคิดรวบยอดของผู้เรียนที่ยังไม่ถูกต้องและยังไม่สมบูรณ์ โดยการให้ผู้เรียนอธิบายและยกตัวอย่างเกี่ยวกับความคิดเห็นของผู้เรียน ครูควรระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับความสามารถของผู้เรียนตามประเด็นปัญหา ผลจากการที่ผู้เรียนมีใจจดจ่อในการทำกิจกรรม ผู้เรียนควรจะสามารถเชื่อมโยงการสังเกต การจำแนกตัวแปร และคำถามเกี่ยวกับเหตุการณ์นั้นได้
                      3) การอธิบาย (Explain) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้พัฒนาความ สามารถในการอธิบายความคิดรวบยอดที่ได้จากการสำรวจและค้นหา ครูควรให้โอกาสแก่ผู้เรียนได้อภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันเกี่ยวกับทักษะหรือพฤติกรรมการเรียนรู้ การอธิบายนั้นต้องการให้ผู้เรียนได้ใช้ข้อสรุปร่วมกันในการเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนรู้ ในช่วงเวลาที่เหมาะสมนี้ครูควรชี้แนะผู้เรียนเกี่ยวกับการสรุปและการอธิบายรายละเอียด แต่อย่างไรก็ตามครูควรระลึกอยู่เสมอว่ากิจกรรมเหล่านี้ยังคงเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง นั่นคือ ผู้เรียนได้พัฒนาความสามารถในการอธิบายด้วยตัวผู้เรียนเอง บทบาทของครูเพียงแต่ชี้แนะผ่านทางกิจกรรม เพื่อให้ผู้เรียนมีโอกาสอย่างเต็มที่ในการพัฒนาความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้ชัดเจน ในที่สุดผู้เรียนควรจะสามารถอธิบายความคิดรวบยอดได้อย่างเข้าใจ โดยเชื่อมโยงประสบการณ์ ความรู้เดิมและสิ่งที่เรียนรู้เข้าด้วยกัน
                   4) การขยายความรู้ (Elaborate) ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ให้ผู้เรียนได้ยืนยันและขยายหรือเพิ่มเติมความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น และยังเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ฝึกทักษะและปฏิบัติตามที่ผู้เรียนต้องการ ในกรณีที่ผู้เรียนไม่เข้าใจหรือยังสับสนอยู่หรืออาจจะเข้าใจเฉพาะข้อสรุปที่ได้จากการปฏิบัติการสำรวจและค้นหาเท่านั้น ควรให้ประสบการณ์ใหม่ผู้เรียนจะได้พัฒนาความรู้ความเข้าใจในความคิดรวบยอดให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป้าหมายที่สำคัญของขั้นนี้ คือ ครูควรชี้แนะให้ผู้เรียนได้นำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน จะทำให้ผู้เรียนเกิดความคิดรวบยอด กระบวนการ และทักษะเพิ่มขึ้น
                   5) การประเมินผล (Evaluate) ขั้นตอนนี้ผู้เรียนจะได้รับข้อมูลย้อนกลับเกี่ยวกับการอธิบายความรู้ความเข้าใจของตนเอง ระหว่างการเรียนการสอนในขั้นนี้ของรูปแบบการสอน ครูต้องกระตุ้นหรือส่งเสริมให้ผู้เรียนประเมินความรู้ความเข้าใจและความสามารถของตนเอง และยังเปิดโอกาสให้ครูได้ประเมินความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะของผู้เรียนด้วย








แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1
กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ รายวิชาพื้นฐาน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2555
หน่วยการเรียนรู้ เรื่อง สมบัติจำนวนนับ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
เรื่อง การแยกตัวประกอบ เวลา 1 ชั่วโมง
มาตรฐานการเรียนรู้ / ตัวชี้วัด
0มาตรฐาน ค 1.4 เข้าใจในระบบจำนวนและสามารถนำสมบัติเกี่ยวกับจำนวนไปใช้ได้
.1/1 เข้าใจสมบัติต่างๆเกี่ยวกับระบบจำนวนเต็มและนำไปใช้แก้ปัญหาได้
สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
การแยกตัวประกอบของจำนวนนับใดๆคือประโยคที่แสดงการเขียนจำนวนนับนั้นในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ
คำถามสำคัญ
การแยกตัวประกอบของจำนวนนับมีกี่วิธี แต่ละวิธีมีลักษณะอย่างไร
จุดประสงค์การเรียนรู้
ด้านความรู้ นักเรียนสามารถ
1. อธิบายความหมายของการแยกตัวประกอบได้
2. สามารถแยกตัวประกอบของจำนวนนับด้วยวิธีตั้งหารและแผนภาพต้นไม้ได้
ด้านทักษะกระบวนการทางคณิตศาสตร์ นักเรียนสามารถ
1. การแก้ปัญหา : ใช้ความรู้เรื่องตัวประกอบ จำนวนเฉพาะ จำนวนคู่จำนวนคี่ ในการ
อธิบายความหมายและลักษะของการแยกตัวประกอบ
2. การให้เหตุผล : ให้เหตุผลเกี่ยวกับลักษณะของการแยกตัวประกอบ
3. การสื่อสาร สื่อความหมายและการนำเสนอ : การสื่อสาร สื่อความหมายในการ
อธิบายเกี่ยวกับความหมายและลักษณะของการแยกตัวประกอบได้
4. การเชื่อมโยง : เชื่อมโยงความรู้ทางคณิตศาสตร์กับการแยกตัวประกอบได้อย่างเหมาะสม

ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ นักเรียนเป็นผู้ที่
1. มีความสนใจและเอาใจใส่ต่องานที่ได้รับมอบหมาย
2. กล้าคิด กล้าแสดงออกถึงแนวคิดและเหตุผลของตนเองด้วยความเชื่อมั่น
3. มีความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือในการทำกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น
4. ทำงานที่ได้รับมอบหมายตรงตามเวลา
5. มีความละเอียดรอบคอบในการทำงาน

สาระการเรียนรู้ การแยกตัวประกอบของจำนวนนับใดๆคือประโยคที่แสดง
การเขียนจำนวนนับนั้นในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ 
 ประโยค 24 = 2 × 2 × 2 × 3 แสดงการเขียน 24 ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ เราเรียกประโยคนี้ว่า การแยกตัวประกอบของ 24



พิจารณาตารางต่อไปนี้ และเติมช่องว่างให้สมบูรณ์ การแยกตัวประกอบ เขียนในรูปการคูณ
การแยกตัวประกอบ เขียนในรูปเลขยกกําลัง
เลข ยกกําลัง
ฐาน
เลขชี้กําลัง
อ่าน เลขยกกําลัง
64 =2×2×2×2×2×2

81 = 3 × 3 × 3 × 3

125 = 5 × 5 × 5
64 = 2     6


81 = 3     4

125 = 5      3
2ยกกำลัง6

3ยกกำลัง4

5ยกกำลัง3
2


3

5
6


4

3
สองยกกําลังหก
สามยกกำลังสี่
 ห้ายกกำลัง สาม

การหาตัวคูณซึ่งเป็นตัวประกอบเฉพาะ ทำได้ดังนี้ 
วิธีที่ 1 โดยวิธีตั้งหาร จงแยกตัวประกอบของ 360 โดยวิธีตั้งหาร
2) 360                                               ……………………
2) 180                                               …………………..
2) 90                                                 …………………..
3 ) 45                                                …………………..
3 ) 15                                                ……………………
5                                                        ……………………..
ดังนั้น 360 = 2 × 2 × 2 × 3 × 3 × 5

วิธีที่ 2 โดยใช้แผนภาพ จงแยกตัวประกอบของ 136 เขียนแผนภาพได้ดังนี้
136 หรือ 136 2 × 68 4 × 34 2 × 2 × 34 2 × 2× 2 × 17 2 × 2 × 2 × 17 ดังนั้น
136 = 2 × 2 × 2 × 17
พิจารณาการแยกตัวประกอบต่อไปนี้ 32 = 2 × 2 × 2 × 2 × 2 จะเห็นว่ามี 2 คูณกันอยู่ 5 ตัว เขียนแทนด้วย 25 สัญลักษณ์ 25 อ่านว่า สองยกกําลังห้า เรียกว่า เลขยกกําลังที่มี 2 เป็นฐาน และ 5 เป็นเลขชี้กําลัง อ่านว่า สองยกกำลังห้า

ด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ใช้การประเมินเชิงคุณภาพในภาพรวม โดยพิจารณาจากความตั้งใจและเอาใจใส่ต่อการเรียนและงานที่ได้รับมอบหมาย กล้าแสดงความคิดเห็นถึงแนวคิดของตนเองอย่างมั่นใจ เป็นการประเมินคุณภาพเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน โดยไม่มีการให้คะแนน 

การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นการสร้างความสนใจ 
1. ครูและนักเรียนร่วมกันสนทนาทบทวนเกี่ยวกับเรื่อง การแยกตัวประกอบ โดยให้นักเรียนดูและพิจารณาจำนวนนับในใบความรู้ที่ 1เรื่อง ความหมายของการแยกตัวประกอบ จากนั้น ให้นักเรียนเขียนประโยคแสดงจำนวนนับในรูปผลคูณ โดยให้มีผลลัพธ์เท่ากับจำนวนนับที่ครูกำหนดไว้ จากนั้นครูตั้ง คำถามเพื่อกระตุ้นความคิดของนักเรียน ดังนี้ 
             1) นักเรียนสามารถเขียนประโยคในรูปการคูณของจำนวนนับได้กี่รูปแบบ (2 รูปแบบ
             2) รูปการคูณในแต่ละแบบของการคูณจำนวนนับนั้นแตกต่างกันอย่างไร(แบบที่1เป็นการคูณจำนวนที่ไม่ใช่จำนวนเฉพาะทั้งหมด แต่แบบที่ 2 อยู่ในรูปของการคูณจำนวนเฉพาะทั้งหมด
             3) จำนวนนับที่เขียนในรูปการคูณในแบบที่2จำนวนนับนั้นมีลักษณะอย่างไร(จำนวนนับนั้นเป็นจำนวนเฉพาะ
             4) ประโยครูปการคูณที่มีแต่จำนวนเป็นจำนวนตัวประกอบเฉพาะเรียกว่าอะไร(การแยกตัวประกอบของจำนวนนับ
2.ครูเขียนประโยคการคูณของจำนวนนับแล้วให้นักเรียนพิจารณารูปการคูณที่ครูเขียนแล้วตั้งคำถามกระตุ้นความคิดของนักเรียนดังนี้ พิจารณาประโยคต่อไปนี้  
             1) 30 = 2×15 2) 49 = 7× 7 3) 80 = 2× 2× 2 ×2× 5 4) 240 = 2× 2× 2×30 1) ประโยคการคูณประโยคใดบ้างที่เขียนในรูปการแยกตัวประกอบ (ประโยคที่ 2, 3) 
            2) เพราะเหตุใดประโยคที่ 1 และ 4 จึงไม่อยู่ในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ (เพราะ 15 และ 30 ไม่ใช่จำนวนเฉพาะเพราะสามารถแยกในรูปการคูณของจำนวนเฉพาะได้อีก)
3.ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเกี่ยวกับประโยคที่แสดงในรูปการคูณของจำนวนนับที่เป็นตัวประกอบเฉพาะการแยกตัวประกอบของจำนวนนับใดๆคือประโยคที่แสดงการเขียนจำนวนนับนั้นในรูปการคูณของตัวประกอบเฉพาะ 
4. ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ให้นักเรียนทราบเมื่อเรียนจบชั่วโมงนี้แล้วนักเรียนสามารถแยกตัวประกอบของจำนวนนับด้วยวิธีตั้งหารและวิธีแผนภาพต้นไม้ ได้ 

ขั้นการสำรวจและค้นหา 
5. แบ่งกลุ่มนักเรียนคละความสามารถกลุ่มละ 4 - 6 คน เป็นนักเรียนเก่ง 1 คน ปานกลาง 3-4 คน และนักเรียนอ่อน 1 คน
6. ตัวแทนรับใบความรู้ที่ 2 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและวิธีแผนภาพต้นไม้ แล้วปฏิบัติตามคำชี้แจง นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาใบความรู้ที่ 2 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและวิธีแผนภาพต้นไม้ แล้วร่วมกันฝึกฝน ทบทวนและทำความเข้าใจร่วมกันแล้วทำแบบฝึกปฏิบัติที่ 1 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารแบบฝึกปฏิบัติที่ 2 เรื่องการแยกตัวประกอบโดยวิธีแผนภาพต้นไม้ คนเก่งต้องช่วยคนเรียนอ่อนสมาชิกต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันสมาชิกในกลุ่มต้องอธิบายได้เตรียมพร้อมที่จะทดสอบรายบุคคล 

ขั้นการอธิบาย 
7. ครูสุ่มนักเรียนแต่ละกลุ่มนำเสนอผลการศึกษา โดยสุ่มนักเรียนนำเสนอผลการศึกษาและถ้านักเรียนนำเสนอไม่ครอบคลุมหรือไม่ชัดเจน โดยครูตั้งคำถามปลายเปิดให้นักเรียน อาทิ 
1) ให้นักเรียนบอกการแยกตัวประกอบมีกี่วิธี 
2) บอกเป็นขั้นตอนแต่ละวิธี 

ขั้นการขยายความรู้ 
8. สอบนักเรียนเป็นรายบุคคลโดยใช้แบบทดสอบที่ 1 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและแผนภาพต้นไม้ 
9. นำผลคะแนนของแต่ละคนมารวมกันเป็นคะแนนกลุ่มแล้วเฉลี่ยเป็นคะแนนรายบุคคล 

ขั้นการประเมินความรู้ 
10. นักเรียนทุกคนบันทึกสิ่งที่ได้เรียนรู้จาก การศึกษาใบความรู้ แบบฝึกปฏิบัติ แบบทดสอบลงในสมุด ครูตรวจสอบแล้วบันทึกคะแนน เสนอแนะให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมในหนังสือเรียนหรือแหล่งเรียนรู้นอกห้องเรียน

สื่อการเรียนรู้ / แหล่งการเรียนรู้ สื่อการเรียนรู้
1. ใบความรู้ที่ 1 ความหมายของการแยกตัวประกอบ
2. ใบความรู้ที่ 2 การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและแผนภาพต้นไม้
3. แบบฝึกปฏิบัติที่ 1 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและแผนภาพต้นไม้
4. แบบฝึกปฏิบัติที่ 2 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยแผนภาพต้นไม้
5. แบบทดสอบที่ 1 เรื่อง การแยกตัวประกอบโดยวิธีตั้งหารและแผนภาพต้นไม้
6. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐานคณิตศาสตร์ เล่ม 1 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1

แหล่งการเรียนรู้
1. ห้องสมุดโรงเรียนกุดชุมวิทยาคม
2. ห้องสมุดกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โรงเรียนกุดชุมวิทยาคม

บันทึกหลังการเรียนการสอน
1. ผลที่เกิดจากการเรียนรู้

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

2. ปัญหา / อุปสรรค

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

3. แนวทางแก้ไข

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….


ลงชื่อ……………………………………ผู้บันทึก
                                                                                (นางจริยาภรณ์ พรมเสน)
                                                                                                                ตำแหน่ง ครู
                                                                       วันที่….เดือน……………………... …….


ความคิดเห็นของรองผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารงานวิชาการ

........................................................................................................................
.......................................................................................................................
......................................................................................................................


                                                                         ลงชื่อ…………………………
                                                                                (นายพิเชษฐ์ เทียมชัยภูมิ)
                                                                                    รองผู้อำนวยการฝ่ายวิชาการ
                                                                                       วันที่...... เดือน............... .. ……..
ความคิดเห็นของผู้อำนวยการโรงเรียน.................................................................................................................................................................................................................................................................................................................................
                                                           ลงชื่อ (นายไตรสรณ์ สุวพงษ์)     
ผู้อำนวยการโรงเรียนกุดชุมวิทยาคม





ที่มา


protkru.(2554).https://sites.google.com/site/naranya2010/1.[Online]เข้าถึงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561.


เอกสารการอบรมการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้นตอน สาขาชีววิทยา สสวท.(2552).http://physics.science.cmu.ac.th/teacherworkshop/2552/whatis.htm.[Online]เข้าถึงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561.


นางจริยาภรณ์ พรมเสน.(2555).http://www.anantasook.com/lesson-plan-for-teacher/.[Online]เข้าถึงเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2561.



















วันพุธที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

เทคนิคการสอน




อดิศักดิ์ มหาวรรณ (2556) ได้รวบรวมไว้ว่า


1. วิธีสอนแบบเวทคณิต (Vedic Mathematics)
2. วิธีสอนแบบวรรณี
3. วิธีสอนด้วยกระบวนการสอนแบบเรียนเพื่อรู้แจ้ง
4. วิธีสอนแบบสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ
5. วิธีสอนแบบอุปมาร
6. วิธีสอนแบบอุปมาน
7. วิธีสอนตามระเบียบขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์
8. วิธีสอนแบบแก้ปัญหา
9. วิธีสอนแบบเทคนิค 4 คำถาม
10. วิธีสอนแบบพัฒนารายบุคคล
11. วิธีสอนแบบค้นพบในกลุ่มย่อย
12. วิธีสอนที่มีกระบวนการสร้างความคิดรอบยอด
13. วิธีสอนการแก้ปัยหาแบบ 5 ขั้น
14. วิธีฝึกพัฒนาทักษะการบวกเลขในใจ
15. วิธีสอนแบบให้ตัวอย่างถูกต้องและตัวอย่างผิด กับการให้ตัวอย่างผิดกับตัวอย่างถูกอย่างเดียว
16. วิธีสอนแก้ปัญหาโจทย์
17. วิธีสอนแบบแผนผังต้นไม้ 5 ลำดับขั้นตอน
18. วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD)
19. วิธีสอนแบบการสอนที่พัฒนามาจากสุลัดดาและคณะ
20. วิธีสอนโดยวิธีค้นพบ
21. วิธีสอนแบบจัดมโนมติล่วงหน้า
22. วิธีสอนแบบสอดแทรกมโนทัศน์ทางจริยธรรม
23. วิธีสอนตามลำดับขั้นการเรียนรู้
24. วิธีสอนแบบเรียนปนเล่น
25. วิธีสอนแบบดอลเซียนี
26. วิธีสอนแบบ สสวท.
27. วิธีสอนตามเทคนิคการสอนของสตีฟ
28. วิธีสอนแบบวิเคราะห์
29. วิธีสอนของนุชุม
30. วิธีสอนแบบการเรียนแบบสืบสวน สอบสวน
31. วิธีสอนตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของเลนฮาร์ทและกรีโน
32. วิธีสอนตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของโบลยา
33. วิธีสอนโดยกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์
34. วิธีสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง
35. วิธีสอนแบบกลุ่มยอย
36. วิธีสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือ
37. วิธีสอนโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบประยุกต์
38. วิธีสอนโดยใช้เพลง
39. วิธีสอนโดยใช้การกำบังตน
40. วิธีสอนโดยใช้กลุ่มพลังเล็กๆ
41. วิธีสอนโดยบทเรียนโปรแกรมประกอบเครื่องสอนอย่างง่าย
42. วิธีสอนโดยใช้ชุดการคิดคำนวณ
43. วิธีสอนโดยการใช้มิติสัมพันธ์
44. วิธีสอนโดยการทำแบบฝึกหัดคิดเลขเร็วเสริมบทเรียน
45. วิธีสอนโดยเทคนิคเติมศูนย์ที่บัตรผลคูณ
46. วิธีสอนโดยใช้เกม และบัตรงานเสริมการเรียน
47. วิธีสอนโดยใช้บทเรียนที่มีสื่อประสม










  • วุฒิศักดิ์ บุญแน่น (2558)  ได้รวบรวมและกล่าวไว้ว่า เทคนิคการสอนมีดังนี้

1. วิธีสอนแบบสาธิต (Demonstration Method)
2.วิธีการสอนโดยใช้การแสดงละคร (Dramatization) 
3.  วิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ  (Role Playing) 
4. วิธีการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง  (Case)
5. วิธีการสอนโดยใช้เกม  (Game) 
6  วิธีการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง  (Simulation)
7. วิธีการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Model)
8.  การสอนแบบค้นพบความรู้
9.  วิธีการสอนตามแนวคิดของกานเย (Gagne’s Instructional Model)
10. การสอนแบบปฏิบัติการ
11. การสอนโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์
12. การสอนแบบให้ผู้เรียนเสนอรายงานในชั้นเรียน
13. การสอนโดยใช้คำถาม
14. เทคนิคการใช้ผังกราฟิก  ( graphic  organizers )  
15. การสอนแบบโครงการ (The Project Approach)
16. การสอนแบบมอนเตสซอรี่
 17. การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน
18. นวัตกรรมกระบวนการกลุ่มแบบประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
19. การเรียนการสอนแบบบูรณาการ
20.  วิธีสอนแบบขั้นทั้ง ของอริยสัจสี่
21. การจัดการเรียนการสอนแบบประสบการณ์ (Experiential Learning )














mooBo (2557) ได้รวบรวมและกล่าวไว้ว่า เทคนิคการสอนมีดังนี้



1. การจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย (Lecture Method)
2. การจัดการเรียนรู้แบบอภิปราย (Discussion Method)
3. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion)
4. การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต (Demonstration Method)            
5. การจัดการเรียนรู้แบบแสดงบทบาทสมมติ (Role Playing)
6. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การแสดงละคร (Dramatization)
7. การจัดการเรียนรู้แบบสถานการณ์จำลอง (Simulation)
8. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกม (Game)
9. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ (Process)
10. การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่ม (Group Process)
11. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค (Team Games Tournament)
12. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิกซอว์ (Jigsaw)
13. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integration)
14. การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline (Storyline)
15. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)









 สรุป

1. วิธีสอนแบบสาธิต (Demonstration Method)
2. วิธีการสอนโดยใช้การแสดงละคร (Dramatization) 
3. วิธีการสอนโดยใช้บทบาทสมมติ  (Role Playing) 
4. วิธีการสอนโดยใช้กรณีตัวอย่าง  (Case)
5. วิธีการสอนโดยใช้เกม  (Game) 
6  วิธีการสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง  (Simulation)
7. วิธีการสอนมโนทัศน์ (Concept Attainment Model)
8. วิธีการสอนแบบค้นพบความรู้
9. วิธีการสอนตามแนวคิดของกานเย (Gagne’s Instructional Model)
10.การสอนแบบปฏิบัติการ
11. การสอนโดยใช้โสตทัศนูปกรณ์
12. การสอนแบบให้ผู้เรียนเสนอรายงานในชั้นเรียน
13.การสอนโดยใช้คำถาม
14. เทคนิคการใช้ผังกราฟิก  ( graphic  organizers )  
15. การสอนแบบโครงการ (The Project Approach)
16. การสอนแบบมอนเตสซอรี่
17. การจัดการเรียนการสอนแบบโครงงาน
18. นวัตกรรมกระบวนการกลุ่มแบบประเมินผลการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ
19. วิธีสอนโดยการใช้มิติสัมพันธ์
20. วิธีสอนแบบขั้นทั้ง 4 ของอริยสัจสี่
21. การจัดการเรียนการสอนแบบประสบการณ์ (Experiential Learning )
22. การจัดการเรียนรู้แบบบรรยาย (Lecture Method)
23. การจัดการเรียนรู้แบบอภิปราย (Discussion Method)
24. การจัดการเรียนรู้โดยใช้การอภิปรายกลุ่มย่อย (Small Group Discussion)
25. การจัดการเรียนรู้แบบสาธิต (Demonstration Method)  
26. วิธีสอนโดยเทคนิคเติมศูนย์ที่บัตรผลคูณ
27. วิธีสอนโดยใช้เกม และบัตรงานเสริมการเรียน
28. วิธีสอนโดยใช้บทเรียนที่มีสื่อประสม          
29. วิธีสอนโดยการทำแบบฝึกหัดคิดเลขเร็วเสริมบทเรียน
30. การจัดการเรียนรู้ที่เน้นกระบวนการ (Process)
31. การจัดการเรียนรู้โดยกระบวนการกลุ่ม (Group Process)
32. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิค (Team Games Tournament)
33. การจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคจิกซอว์ (Jigsaw)
34. การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ (Integration)
35. การจัดการเรียนรู้แบบ Storyline (Storyline)
36. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
37. วิธีสอนแบบเวทคณิต (Vedic Mathematics)
38. วิธีสอนแบบวรรณี
39. วิธีสอนด้วยกระบวนการสอนแบบเรียนเพื่อรู้แจ้ง
40. วิธีสอนแบบสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ
41. วิธีสอนแบบอุปมาร
42. วิธีสอนแบบอุปมาน
43. วิธีสอนตามระเบียบขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์
44. วิธีสอนแบบแก้ปัญหา
45. วิธีสอนแบบเทคนิค 4 คำถาม
46. วิธีสอนแบบพัฒนารายบุคคล
47. วิธีสอนแบบค้นพบในกลุ่มย่อย
48. วิธีสอนที่มีกระบวนการสร้างความคิดรอบยอด
49. วิธีสอนการแก้ปัยหาแบบ 5 ขั้น
50. วิธีฝึกพัฒนาทักษะการบวกเลขในใจ
51. วิธีสอนแบบให้ตัวอย่างถูกต้องและตัวอย่างผิด กับการให้ตัวอย่างผิดกับตัวอย่างถูกอย่างเดียว
52. วิธีสอนแก้ปัญหาโจทย์
53. วิธีสอนแบบแผนผังต้นไม้ 5 ลำดับขั้นตอน
54. วิธีสอนแบบแบ่งกลุ่มตามผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (STAD)
55. วิธีสอนแบบการสอนที่พัฒนามาจากสุลัดดาและคณะ
56. วิธีสอนโดยวิธีค้นพบ
57. วิธีสอนแบบจัดมโนมติล่วงหน้า
58. วิธีสอนแบบสอดแทรกมโนทัศน์ทางจริยธรรม
59. วิธีสอนตามลำดับขั้นการเรียนรู้
60. วิธีสอนแบบเรียนปนเล่น
61. วิธีสอนแบบดอลเซียนี
62. วิธีสอนแบบ สสวท.
63. วิธีสอนตามเทคนิคการสอนของสตีฟ
64. วิธีสอนแบบวิเคราะห์
65. วิธีสอนของนุชุม
66. วิธีสอนแบบการเรียนแบบสืบสวน สอบสวน
67. วิธีสอนตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของเลนฮาร์ทและกรีโน
68. วิธีสอนตามกระบวนการแก้โจทย์ปัญหาของโบลยา
69. วิธีสอนโดยกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์
70. วิธีสอนโดยใช้สถานการณ์จำลอง
71. วิธีสอนแบบกลุ่มยอย
72. วิธีสอนแบบการเรียนแบบร่วมมือ
73. วิธีสอนโดยใช้เกมการละเล่นพื้นบ้านไทยแบบประยุกต์
74. วิธีสอนโดยใช้เพลง
75. วิธีสอนโดยใช้การกำบังตน
76. วิธีสอนโดยใช้กลุ่มพลังเล็กๆ
77. วิธีสอนโดยบทเรียนโปรแกรมประกอบเครื่องสอนอย่างง่าย
78. วิธีสอนโดยใช้ชุดการคิดคำนวณ













ที่มา

อดิศักดิ์ มหาวรรณ.(2556).https://sites.google.com/a/web1.dara.ac.th/daramath/sara-na-ru-khnitsastr/5thekhnikhkarsxnkhnitsastrniprathesthiy.[ออนไลน์] 20 สิงหาคม 2561.



วุฒิศักดิ์ บุญแน่น.(2558).https://sites.google.com/site/acadedmsu/xeksar-fay-wichakar.[ออนไลน์] 20 สิงหาคม 2561.



mooBo.(2557).http://blog.eduzones.com/moobo/132517

.[ออนไลน์] 20 สิงหาคม 2561.